
มะเร็งเต้านมถือเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย โดยอัตราการเกิดโรคดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งในประเทศไทย
ปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรม (Screening mammogram) ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคในระยะแรกเริ่มได้มากขึ้น
มะเร็งเต้านมกับทางเลือกรักษาที่หลากหลาย
นอกจากนี้ การบูรณาการวิธีการรักษาที่หลากหลาย เช่น การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด การรักษาด้วยฮอร์โมน การฉายรังสี ซึ่งส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น โดยลดอัตราการเสียชีวิตและการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลสถิติ 10 ปี ของผู้ป่วยที่มารับการฉายรังสีแยกตามโรค จากสมาคมรังสีรักษาแห่งประเทศไทย
(https://www.thastro.org/Statistics-Online.php)
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
มะเร็งเต้านมเกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์ในเนื้อเยื่อเต้านม โดยสาเหตุที่แท้จริงมักเป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรม ฮอร์โมน และสิ่งแวดล้อม
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญประกอบด้วย
- ปัจจัยทางพันธุกรรม: การกลายพันธุ์ในยีน เช่น BRCA1 และ BRCA2 ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ
- อายุ: ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
- ประวัติประจำเดือนและการมีบุตร: การมีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนช้ากว่าปกติ และการมีบุตรคนแรกหลังอายุ 30 ปี
- วิถีชีวิต: พฤติกรรมที่เสี่ยง เช่น โรคอ้วน การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
- การใช้ฮอร์โมนทดแทน: การใช้ฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy - HRT) เป็นระยะเวลานานมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม
การตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะแรกเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลลัพธ์การรักษา แนวทางการตรวจคัดกรองในประเทศไทย:
- การตรวจเต้านมโดยแพทย์เป็นประจำทุกปี สำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
- การตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) ทุก 1-2 ปี สำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
อาการและการแสดงออกทั่วไป
อาการของมะเร็งเต้านมอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- การคลำพบก้อนที่เต้านมหรือบริเวณรักแร้
- การเปลี่ยนแปลงของขนาด รูปทรง หรือรูปลักษณ์ของเต้านม
- การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น รอยย่น รอยแดง หรือการหนาตัว
- การมีของเหลวไหลออกจากหัวนม โดยเฉพาะของเหลวที่มีเลือดปน
- การบุ๋มหรือความผิดปกติบริเวณหัวนม รวมถึงอาการปวดเฉพาะจุดในเต้านม

เครื่องจำลองการฉายรังสีแบบ 3 มิติ (CT simulator)
การวินิจฉัยมะเร็งเต้านม
การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมจำเป็นต้องอาศัยการตรวจประเมินที่ครอบคลุม ซึ่งประกอบด้วย:
- การตรวจร่างกาย: การซักประวัติและตรวจเต้านมอย่างละเอียด
- การตรวจทางภาพถ่าย (Imaging Studies):
- Mammogram: วิธีมาตรฐานสำหรับการตรวจพบในระยะแรก
- Ultrasound: เหมาะสำหรับผู้ที่มีเนื้อเยื่อเต้านมหนาแน่น
- MRI (Magnetic Resonance Imaging): ใช้ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือเมื่อผลตรวจเบื้องต้นไม่ชัดเจน
- การตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy)
- การเจาะด้วยเข็มขนาดเล็ก (Fine Needle Aspiration - FNA), การตัดชิ้นเนื้อ (Core Biopsy) หรือ
- การผ่าตัดชิ้นเนื้อ (Excisional Biopsy)
- การตรวจทางพยาธิวิทยาและโมเลกุล (Pathology and Molecular Studies)
- การตรวจหาสถานะของตัวรับฮอร์โมน (Estrogen Receptor - ER, Progesterone Receptor - PR) และ HER2 เพื่อวางแผนการรักษ
- การตรวจระยะของโรค: การตรวจด้วย CT scan หรือ Bone scan เพื่อตรวจการแพร่กระจายของโรค

แนวทางการรักษามะเร็งเต้านม
การรักษามะเร็งเต้านมขึ้นอยู่กับระยะและลักษณะของโรค โดยการดูแลจากทีมสหสาขาวิชาชีพเป็นสิ่งสำคัญ
1. การผ่าตัด
- การผ่าตัดรักษาเต้านม (Lumpectomy): การตัดเฉพาะเนื้องอกและเนื้อเยื่อโดยรอบ
- การตัดเต้านม (Mastectomy): การผ่าตัดเต้านมทั้งหมด อาจรวมถึงการสร้างเต้านมใหม่ในกรณีที่เหมาะสม
- การผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง: การตรวจวินิจฉัยหรือตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้เพื่อประเมินการแพร่กระจายของโรค
2. การรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy)
- ใช้ในระยะเริ่มต้นเพื่อเสริมการรักษา ทั้งก่อนหรือหลังการผ่าตัด
- ใช้ในระยะลุกลามเพื่อควบคุมตัวโรคหรือเพื่อประคับประคองอาการ
3. การรักษาด้วยรังสี (Radiotherapy)
3.1. ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดรักษาเต้านม (Lumpectomy)
การฉายรังสีภายหลังการผ่าตัดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคมะเร็งในส่วนเนื้อเต้านมที่เหลืออยู่ให้มีผลลัพธ์ใกล้เคียงกับการผ่าตัดเต้านมทั้งเต้า (Mastectomy)
3.2. ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมทั้งเต้า (Mastectomy)
การฉายรังสีภายหลังการผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ช่วยลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งในบริเวณที่ได้รับการผ่าตัด
3.3. ผู้ป่วยที่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
การฉายรังสีภายหลังการผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคมะเร็งทั้งบริเวณเต้านมและต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง
4. การรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัด (Hormonal Therapy)
- เหมาะสำหรับมะเร็งที่ตอบสนองต่อตัวรับฮอร์โมน Estrogen Receptor (ER) และ Progesterone Receptor (PR) ตัวอย่างยา ได้แก่ tamoxifen หรือยากลุ่ม aromatase inhibitors
5. การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy)
- ยากลุ่มนี้ เช่น Trastuzumab และ Pertuzumab ใช้สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่มี HER2-positive ให้มีประสิทธิภาพการรักษามากยิ่งขึ้น
สรุป
มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีปัจจัยเสี่ยงหลากหลาย การตรวจคัดกรองที่เหมาะสมและการวินิจฉัยอย่างแม่นยำมีความสำคัญอย่างยิ่งในการค้นพบโรคในระยะแรกเริ่ม ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี แนวทางการรักษามะเร็งเต้านมประกอบด้วยหลายวิธี เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัด การฉายรังสี ฮอร์โมนบำบัด และการรักษาแบบมุ่งเป้า
การฉายรังสีมีบทบาทสำคัญทั้งในทุกระยะ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหรือกรณีที่โรคแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง การฉายรังสีช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำและช่วยควบคุมการแพร่กระจายของโรคได้มีประสิทธิภาพ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์ฉายแสง 4 มิติและเคมีบำบัด ตึก LINAC CENTER โรงพยาบาลรามคำแหง 2
Email: information@ram2-hosp.com
Line Official: @ram2
โทร: 02-032-3888
แพ็กเกจที่แนะนำ