เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้🍪
เราใช้ Cookies เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีที่สุด สรุปนโยบายความเป็นส่วนตัวและ Cookies อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

ไข้หวัดใหญ่มักเป็นโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยจนหลายคนเริ่มชินชา อย่างไรก็ตาม การมาของไข้หวัดใหญ่ในแต่ละครั้งล้วนรุนแรงกว่าทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่การเสียชีวิตของนักแสดงชื่อดังจากไต้หวัน การระบาดหนักของโรคในประเทศญี่ปุ่น กระทั่งโรคเริ่มแพร่กระจายรุนแรงจนกลายเป็นการระบาดครั้งใหญ่ในรอบ 15 ปี และเชื้อโรคชนิดใหม่ที่ผู้คนส่วนใหญ่เป็นกันคงไม่พ้น ‘ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B’
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B เป็นสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุดในมนุษย์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ A ซึ่งระบาดได้ในวงกว้าง เนื่องจากสามารถกลายพันธุ์และการแพร่กระจายได้รวดเร็ว ขณะที่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B มักจะเกิดการระบาดในวงจำกัด โดยมีไกลโครโปรตีนที่ผิวของไวรัสอย่าง Haemagglutinin (HA) และ Neuraminidase (NA) หรือที่เรียกย่อว่า “H” และ “N” และตามด้วย “หมายเลข” เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ได้รับเชื้อทั้งคนและสัตว์
นอกจากนี้หากมีปัจจัยที่เอื้อให้เชื้อพัฒนาและเกิดการกลายพันธุ์จนภูมิคุ้มกันที่มีอยู่เดิมไม่สามารถป้องกันเราได้จะยิ่งอันตราย ทั้งสองสายพันธุ์ล้วนก่ออาการรุนแรงและมีความเสี่ยงต่อชีวิตสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและเด็กเล็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ก่อโรคจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ (H1N1) ซึ่งเกิดจากการผสมสารพันธุกรรมระหว่างเชื้อไข้หวัดใหญ่ของมนุษย์ สุกรและนก การติดต่อของโรคจึงเกิดได้ทั้งจาก ‘สัตว์สู่คน’ และจาก ‘คนสู่คน’ ผ่านการหายใจเอาละอองฝอยจากการไอจาม หรือการได้รับจากการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อและเผลอนำมือสัมผัสจมูก ตาและปาก
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B เกิดจากเชื้อไวรัส อินฟลูเอนซา บี (Influenza B virus) ซึ่งเป็นหนึ่งในไวรัสที่ก่อให้เกิดการระบาดในช่วงฤดูหนาว รูปแบบการติดเชื้อคล้ายกับสายพันธุ์ A แม้ไม่ระบาดรุนแรงเท่าก็ตาม
อาการสามารถแสดงออกหลังได้หลากหลายหลังจากรับเชื้ออย่างน้อย 1 - 3 วัน เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ไอแห้ง เจ็บคอ ทานไม่ค่อยได้ ปวดเมื่อยตามตัว บางรายที่เป็นเด็กเล็กอาจเกิดอาการชัก โดยทั่วไปอาการแสดงหลังจากได้รับเชื้อสายพันธุ์ B อาจรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ A อย่างไรก็ตาม บางรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีภาวะขาดน้ำและภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย เช่น ปอดอักเสบ ภาวะหัวใจเต้นพลิ้ว
เนื่องด้วยสื่อข่าวจำนวนมากได้ออกมาย้ำเตือนถึงอันตรายจากการระบาดหนักในรอบ 15 ปีซึ่งมีสาเหตุหนึ่งมาจากภาวะเบื่อหน่ายวัคซีน แพทย์จึงอยากขยายประเด็นดังกล่าวให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น
ภาวะเบื่อหน่ายวัคซีน (Vaccine Fatigue) เกิดจากความจำเป็นที่ผู้คนต้องได้รับการวัคซีนนับแต่การระบาดของเชื้อโควิดใหญ่ในครั้งก่อน ผู้คนจึงรู้สึกเหนื่อยล้าจากการรับวัคซีนติดต่ออย่างยาวนาน บางคนอาจเกิดข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพการป้องกันวัคซีนที่ไม่ใช่เพียง “ป้องกันเราได้หรือไม่” แต่ยังหมายถึง “ป้องกันเราได้ดีแค่ไหน”

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่กลายพันธุ์รวดเร็วร่วมกับเชื้อโควิด-19 ที่ยังคงอยู่กับเราตลอด ฉะนั้นการป้องกันไว้ดีกว่าแก้ย่อม ‘ดีกว่า’
การเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ซึ่งประกอบด้วยสายพันธุ์ A (H1N1, H3N2) สายพันธุ์ B (Victoria, Yamagata) จึงเป็นหนทางที่ดีที่ช่วยรักษาชีวิตในทุกระลอกของการระบาด ซึ่งเข้ารับได้ทุกคนเพียงมีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ภูมิคุ้มกันโรคสามารถอยู่ได้ราว 1 ปีหลังได้รับวัคซีนเพียง 1 ครั้ง โดยช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 70 - 90 เปอร์เซ็นต์

เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดยังแบ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยตามชนิดของโปรตีนที่เกาะบนผิวไวรัส เช่น ไข้หวัดสายพันธุ์ A ชนิดที่มีโปรตีน H1 และ N1 ดังนั้นแม้ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันเชื้อสายพันธุ์ A ทว่าที่มีอยู่เป็นอีกชนิดย่อย ผู้ป่วยก็อาจเสี่ยงได้รับเชื้อและแสดงอาการรุนแรงได้ ดังนั้นการเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์จึงช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ครอบคลุมกว่า
การเข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละคน โดยทั่วไปช่วงก่อนฤดูฝนและฤดูหนาว (มีนาคม - พฤษภาคม, ตุลาคม - พฤศจิกายน) มักเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นช่วงที่เชื้อไข้หวัดใหญ่ระบาด
ผู้ที่เข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรทิ้งระยะให้ภูมิคุ้มกันได้ทำงานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนตัดสินใจเดินทางข้ามประเทศซึ่งมีความเสี่ยงได้รับเชื้อ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
แผนกอายุรกรรม ชั้น 1
Email: information@ram2-hosp.com
Line Official: @ram2
โทร: 02-032-3888, 095-771-9739
แพ็กเกจที่แนะนำ
วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ชนิด 4 สายพันธุ์ จำนวน 1 เข็ม